ควันหลง...วันแม่

posted on 14 Aug 2008 15:19 by kungfugirl
              ถ้าเอ่ยถึงวันแม่แล้วหล่ะก้อ ใคร ๆ หลายคนคงรู้ดีว่าเป็นวันที่เท่าไหร่ มีความสำคัญอย่างไรแต่ไม่รู้ว่าเพื่อน ๆ จะทราบประวัติที่มาของวันแม่แห่งชาติกันรึไม่  จึงขอนำมาฝากกันคร่าว ๆ นะคะ

...ย้อนรอยวันแม่...

 

                วันแม่แห่งชาติถูกจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2493 โดยสำนักงานวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติเพื่อเป็นการยกย่องเทิดทูนพระคุณแม่ และเป็นการส่งเสริมบทบาทของแม่ที่มีต่อครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ซึ่งรัฐบาลในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ให้การสนับสนุนในการนี้อย่างต่อเนื่องมาหลายปี จนเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่การจัดงานจึงหยุดไป
ต่อมาในปี พ.ศ.2519 สภาสังคมสงค์เคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ทำการรื้อฟื้นให้มีการให้มีการจัดงานวันแม่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แตในคราวนี้ทางราชการได้เปลี่ยนให้ถือเอาวันที่ 12 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ที่ประชาชนทั่วหล้าในสยามประเทศเทิดทูนว่าเป็น 'แม่ของแผ่นดิน' ให้เป็น 'วันแม่แห่งชาติ' แทนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ยังไงก็รัก " รักแม่

คุณจำได้หรือเปล่าว่าบอกรักแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ?

 

 

                คงไม่ต้องถามหรอกนะคะว่ารักแม่กันหรือเปล่า เพราะทุกคนก็คงต้องรักแม่แน่นอน แต่ครั้งสุดท้ายหล่ะ จำได้ไหมว่าที่เราแสดงความรัก ไม่ว่าจะเป็นการบอกรักแม่   การกอด การหอม หรืออะไรก็ได้เราคิดว่ามันเป็นการแสดงความรักของเราที่มีต่อแม่ นั้นมันเมื่อไหร่กัน  หรือเคยได้แสดงความรักที่เรามีให้แม่ได้เห็นกันบ้างรึเปล่า หรือว่าเก็บไว้ในใจรู้คนเดียว ไม่กล้าแสดงออก  วันแม่ไม่ได้มีวันเดียว ทุก ๆ วันเป็นวันแม่ ดังนั้นถ้าอยากทำอะไรดี ๆ เพื่อแม่ ก็ไม่ต้องรอหรอกค่ะ วันไหน ๆ  ก็ทำได้  เหมือนเราเองวันแม่ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ  ไม่ได้เจอแม่  ไม่ได้ไปไหนกับแม่ ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไร ๆ  ที่คนอื่นเค้าทำกันซักนิด  บังเอิญวันนั้นเป็นวันที่เรายุ่งมาก ๆ  จนแทบไม่ได้พูดคุยกัน เพราะทำงานอยู่  แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้สนใจ หรือไม่รักแม่  แต่เพราะเราทำทุก ๆ วันของเราให้เป็นวันแม่ (และวันพ่อด้วย) ปกติก็จะดูแล เอาใจใส่ ห่วงใย  ห่วงหา  เจอหน้า  ซื้อของติดไม้ติดมือ ดูแลสารทุกข์สุกดิบ  ยามป่วยยามไข้ก็รักษา กันเป็นประจำอยู่แล้ว  ไม่รู้ว่าเราคิด (แหกคอก) กว่าคนอื่น ๆ รึเปล่า ว่าวันแม่ก็เลยไม่ได้ทำอะไรพิเศษมากมายนัก  เราชอบทำอะไรพิเศษ ๆ ในวันที่เรานึกอยากจะทำ  หรือวันที่เรามีเวลาว่าง ไม่ได้รอทำในวันนั้นวันเดียว หรือจะทำเมื่อรอให้ถึงวันสำคัญ  อีกอย่างวันที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือวันเกิดของพ่อและแม่เราเอง ....

 

ปล.  ถึงแม้วันแม่ไม่ได้เจอแม่หรือทำอะไรให้แม่

        แต่วันรุ่งขึ้นเราก็มอบสิ่งที่บำรุงสุขภาพที่ดีกับแม่นะ...จะบอกให้

        (ให้นมถั่วเหลืองแก่ท่านดีต่อสุขภาพจ้า)    

 

ก่อนจาจบเรื่องวันแม่  ขอฝากอะไรเอาไว้ให้เพื่อน ๆ  อ่านกันเล่น ๆ นะคะ

คุณว่า....แปลกมั๊ย !!

แปลกมั๊ย...วันเกิดเรา...เป็นวันที่พ่อแม่เราดีใจที่สุด 

 แต่...เรากลับไปทานข้าวกับคนอื่น


แปลกมั๊ย...ที่คุณเลี้ยงข้าวเพื่อนตอนรับปริญญา

 แต่...คุณไม่ได้เลี้ยงข้าวคนที่ส่งคุณเรียนจนจบปริญญา


แปลกมั๊ย...ที่เรารักเพื่อนที่เคยเลี้ยงข้าวเราเพียง 1 มื้อ
แต่...เรากลับไม่เคยส่งเงินให้กับคนที่เลี้ยงข้าวเรามา 20กว่าปี


แปลกมั๊ย...ที่เรารักใครบางคนที่ไม่กล้า แม้แต่จะจับกางเกงในของเรา
แต่เรากลับเบื่อเสียงเตือนของคนที่ล้างก้นให้เราได้มากกว่า 3 ปี


แปลกมั๊ย...ที่เพื่อนโทรมาชวนเราเวลาไหนเราก็ออกไป
แต่...พ่อแม่จะมาหาเรา...เรากลับบอกว่าไม่ว่าง


แปลกมั๊ย...ที่คุณทำอะไรได้ทุก ๆ อย่าง เพื่อใครบางคน
แต่...คุณไม่เคยทำสิ่งที่พ่อแม่คุณแอบดีใจ


แปลกมั๊ย...ที่คุณต้องพูดจาเพราะ ๆ เพื่อให้เขายอมรับ
แต่...คุณไม่เคยพูดเพราะกับพ่อแม่คุณเอง


แปลกมั๊ย...ที่คุณยังรอที่จะทำบุญกับท่าน
ในวันที่ท่านไม่อยู่


วันนี้คุณคิดถึงผู้หญิงคนนี้รึยัง ?

 

ขอบคุณข้อมูล 1)  ย้อนรอยวันแม่

                        จาก...http://oas.csc.ku.ac.th

          2)  คุณว่า....แปลกมั๊ย ?

               จาก...คุณนีออน  http://www.oknation.net/blog

 

Mr.& Ms.-->CHOCOLATE !

posted on 31 Jul 2008 14:23 by kungfugirl
          

   ขึ้นชื่อว่า Chocolate แล้วคงเป็นขนมหวานที่ใคร ๆ หลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่เคยรับประทานมาก่อนเลยในชีวิต อย่างน้อยก็คงต้องมีช่วงชีวิตหนึ่งโดยเฉพาะในวัยเด็ก ที่หลายๆคนเคยรับประทานมามากบ้าง น้อยบ้าง บางทีก็ทานจนโดนผู้ใหญ่ดุว่า หรือไม่ก็เพลิดเพลินกับรสชาติหวาน ๆ ของมันกันซะจนลืมฟันหล่อ ฟันผุ เลยทีเดียว

   จากข้อกล่าวหาต่าง ๆ มากมายว่าเจ้า Chocolate เหล่านั้นทำให้ฟันผุ และทำให้อ้วน อีกทั้งยังเป็นบ่อเกิดของสิวนั้นไม่ถูกนัก เพราะจากข้อมูลที่พอจะสืบเสาะหามาได้นั้น ทำให้ทราบว่าจริง ๆ แล้วเจ้า Chocoloate ที่ว่ามันก็มีประโยชน์มากมายหลายอย่างเช่นกัน

   เพราะเจ้า Chocolateนั้นมีส่วนประกอบของสารบางอย่างที่เมื่อได้รับประทานเข้าไปแล้ว สารชนิดนั้นจะไปกระตุ้นให้สมองคนเราหลั่งสารเคมีชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า "สารแห่งความสุข" หรือ เรียกกันเป็นทางการว่า "เอ็นดอร์ฟิน" (Endorphin) ที่เรามักจะได้ยินกันบ่อย ๆ ตอนที่เราออกกำลังกายว่าเจ้าสารแห่งความสุขนี้มักจะหลั่งออกมาให้เราสดชื่นกระปรี้กระเปร่านั่นเอง ซึ่งเจ้าสารนั้นจะช่วยลดความตึงเครียดและทำให้เกิดความรู้สึกสดชื่น อารมณ์ดี

    เมื่อได้ยินอย่างนี้แล้ว ก็เรียกได้ว่า เจ้า Chocolate ก็สามารถรับบทบาทเป็นพระเอก & นางเอก ในด้านสุขภาพได้อย่างดีทีเดียว  และนอกจากประโยชน์ในแง่ของการทำให้อารมณ์ดีและผ่อนคลายความตึงเครียดแล้ว ยังได้มีการพิสูจน์จากบรรดานักวิจัยในต่างประเทศ แล้วว่า Chocolateมีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดมะเร็งและลดอัตราการเกิดโรคหัวใจค่ะ เพราะในตัวChocolate นั้นมีสารที่ชื่อว่า ฟีโนลิค อยู่ในปริมาณสูงฟีโนลิค เป็นสารซึ่งช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และป้องการก่อตัวของไขมันในเส้นเลือด ทำให้แก่ช้าได้อีกด้วย และสูตรเด็ดเคล็ดไม่ลับ เจ้า Chocolate  ยังสามารถช่วยกระตุ้นอารมณ์ต่อมรักได้ดีอีกด้วย ซึ่งตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว Chocolate มักจะมีบทบาทในเรื่องเกี่ยวกับรัก ๆ ใคร่ ๆ อยู่เสมอ โดยมีเรื่องเล่าขานกันมาว่า นายมองเตชูมา นักรบผู้พิชิตแห่งเสปน มักจะดื่มช็อคโกแลตเป็นประจำเสมอ ก่อนไปหาเหล่าภรรยา(หลายคน) ของเขา ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อให้ช่วยกระตุ้นอารมณ์รัก  นอกจากนี้แล้วจะเห็นได้ว่า Chocolate ยังถูกนำมาใช้เป็นสื่อในการบอกรักในเทศกาลวันวาเลนไทน์ หรือเป็นขนมหวานประจำเทศกาลเช่น วันคริสต์มาส-วันอีสเตอร์ ฯลฯ โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรปมักจะมีให้เห็นหลากหลายแบบ เพราะผู้คนนิยมบริโภคกันมาก

   ฉะนั้นเราไม่ควรจะน้อยหน้าชาวยุโรปควรต้องหันมาหาขนมหวานเปี่ยมคุณภาพแบบนี้ติดบ้านไว้บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจบ้านเมือง ในปัจจุบันที่มีแต่เรื่องยุ่งเหยิง วุ่นวาย ปั่นป่วน ทำให้ปวดเศียร เวียนเกล้ากันไปตาม ๆ กัน เราคงต้องเรียกหาเจ้า Chocolate มาเป็นพระเอก & นางเอก ช่วยคลายเครียดซะแล้วซิ (แต่ยังไงก็ต้องทานแต่พอดีนะคะ ทานมากไปก็เป็นผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นเดียวกัน)

   หลังจากรับสาระข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับ Chocalateกันมาแล้ว ก็ขอเก็บภาพ Chocolate สวยๆ น่ารับประทานมาฝากให้เพื่อน ๆ ชาวบล็อคได้ลองชมลองชิม เป็นอาหารตา แก้ง่วงกันบ้าง 

เป็นงัยค่ะ เปิดกล่องออกมาน่าตารับประทานบ้างไหมเอ่ย เฉพาะกล่องก็สวยกินขาดซะแล้ว

       บังเอิญได้ Chocolate กล่องนี้มา จากคนรู้จักเอามาฝากคะ ตอนที่ได้มากำลังอยากทานอยู่พอดี (ด้อม ๆ มอง ๆ หา Chocolate ในซุปเปอร์มาเก็ตในบ้านเราก็มีแต่หวาน ๆ แล้วก็จะมีส่วนผสมของน้ำตาลเยอะมาก ๆ) ปกติเป็นคนไม่ชอบทานขนมหวาน ถ้าเป็นพวก Chocolate ก็พอได้ แต่จะทานแบบที่มันขม ๆ ยิ่งขมยิ่งชอบเลยทีเดียว เป็นพวก Dark  Chocolate  หรือไม่ก็เป็น White Chocolate ไปเลย แต่ในกล่องนี้มีหลากหลายค่ะ เชิญชิมกันคนละอันสองอันได้เลยคะ... 

เอาให้เห็นกันเต็ม ๆ จะได้หยิบชิมกันถนัด ๆ  คะ

จริง ๆ แล้วมันมีมากกว่า 5 ชนิดนี้คะ

แต่ว่าถูกฉกไปรับประทานกันซะแล้วเลย เหลือภาพมาให้ดูแค่ 5 แบบเท่านั้นเอง

 อันแรกนี้เป็นแบบผสมแมคคาเดเมีย อร่อยคะ ทานแล้วกรุ๊บ ๆ ดี เคี่ยวเพลิน

อันที่สองเป็นแบบขม สี Chocolate จะออกดำ ๆ อร่อยอีกเหมือนกัน

อันที่สามเป็นแบบผสมนมเยอะ แต่ตัว Chocolate ก็เป็นสีน้ำตาลทั่วไป

อันนี้ยังไม่ได้ทาน (ไม่รู้เป็นงัย)

ส่วนอันนี้เป็นแบบสอดไส้คาราเมลข้างใน จะออกรสหวาน ๆ

แต่ก็ไม่หวานมากเหมือนของบ้านเรา

ส่วนอันสุดท้ายไม่รู้ผสมอะไร ไม่มีบอก

แต่ก็รสชาติธรรมดา ไม่หวาน ไม่ขม รสชาติกำลังดีคะ

      อย่างที่บอกว่าจริง ๆ แล้วมีอีก 2-3 แบบ แต่หมดไปซะก่อน เก็บภาพมาฝากไม่ทัน เป็น White Chocolate เนื้อจะสีขาว ๆ เหมือนนมอร่อยมาก สังเกตได้เพราะหมดเร็วมาก แต่ไม่รู้เพื่อน ๆ จะคิดเหมือนกันรึเปล่า ว่า Chocolate ของต่างประเทศจะทำแพคเกจสวย หรู น่าเก็บมาก ตั้งแต่กล่องที่บรรจุไปจนถึงกระดาษที่ห่อก็ดูสวยงาม บอกความแตกต่างของรสชาติ น่ารับประทานมาก ๆ ก่อนหน้านี้ก็เคยได้มากล่องหนึ่งแล้วค่ะ หน้าตาเหมือนแบบนี้ แต่กล่องเป็นสีน้ำเงิน แต่จำไม่ได้แล้วว่าข้างในรสชาติของ Chocolate เหมือนกันรึเปล่า...ไว้วันหลังถ้ามีอะไรแบบนี้อีกจะเก็บมาฝากนะคะ

***ทานแล้วอย่าลืมแปรงฟันนะคะ***

 

 

รู้นะ..คิดอะไรอยู่ ?

posted on 24 Jul 2008 17:40 by kungfugirl

 

ทายซิ....คิดอะไรเอ่ย ? 

หลังจากหายหน้าหายตาไปจากบล็อคซะหลายวัน 

วันนี้กลับมาพร้อมของฝากเป็นภาพน่ารัก ๆ ของเจ้าตูบสี่ขา

มาให้ได้ชมกันเล่น ๆ แก้เหงานะคะ

พอดีไปขุดอาสต็อกภาพเก่า ๆ ได้ตอนจัดระเบียบงานในเครื่องคอมฯอยู่ค่ะ 

เจอภาพนี้เข้าพอดี นั่งดูกี่ที ๆ ก็อดอมยิ้มไม่ได้

เลยต้องขออนุญาตเอามาอวดและเล่าถึงที่มาที่ไปของภาพให้ฟังนะคะ

ภาพนี้ถ่ายไว้เมื่อตอนช่วงสงกรานต์ ปี 50 พอดีมีโอกาส

ได้ไปเที่ยวพักผ่อนที่เกาะเสม็ดค่ะ

คือ เจ้าตูบตัวนี้อาศัยอยู่ที่รีสอร์ทที่นั่นค่ะ

(คล้าย ๆ กับเป็นยามประจำรีสอร์ทนะคะ)

แบบว่าตื่นเช้าออกจากห้องพักมาก็เจอเจ้าตูบตัวเนี่ยเดินป่วนเปี่ยนอยู่หน้าห้องพักประจำทุกเช้า

หรือบางทีออกไปเล่นน้ำกลับมาก็จะเห็นมันเดินลาดตระเวนแถว ๆ หน้าห้องพักต่าง ๆ เป็นประจำ

เหมือนกับถูกสั่งมาให้มาลาดตระเวนเฝ้ายาม ยังไงยังงั้นเลยทีเดียว

แต่มันเป็นมิตรนะคะ...ใคร ๆ ผ่านมาจับเล่นได้ ลูบหัวลูบหางได้ตลอด

ไม่มีหงุดหงิด แต่คุณเธอ (ตัวเมียค่ะ) ออกจะวางมาดซะหน่อย

บุคลิกคุณเธอจะออกแนวเชิด ๆ เริ่ด ๆ หยิ่ง นิด ๆ

แต่ถ้าเรียกให้เข้ามาหาแม้ว่าจะไม่รู้จักกัน คุณเธอก็จะเดินมาให้

ทักทายซักพักพอเป็นพิธี แล้วก็จะเดินจากไป (ลาดตระเวนต่อ)

อีกอย่างที่ชอบด้วยก็คือ จะไม่ได้ยินเสียงคุณเธอเห่าหรือส่งเสียงดัง ๆ ให้รำคาญหู

เลยซักแอะเดียว (ไม่รู้ว่ามันเป็นใบ้รึเปล่า แต่คงไม่เนอะ หมาที่ไหนจะเป็นใบ้ น่ารักขนาดนั้น)

ตลอดช่วงที่พักอยู่ 3-4 วันที่นั้น ทั้ง ๆ ที่เห็นกันแทบทุกเช้าเย็น

(แบบว่าเล่นกันประจำ จนคนแถวนั้น คิดว่าเป็นสุนัขของเราเลยแหล่ะ)

หลังจากที่ได้ทำความรู้จักกันไปแล้วหลายครั้ง

ก็มีอยู่เย็นวันหนึ่งที่ได้โอกาสใช้บริการร้านอาหารของรีสอร์ท

ขอบอกว่าบรรยากาศดีมาก ๆ เค้าจัดไว้หลายโซน ที่นั่งหลาย ๆ แบบ

แต่แบบที่เลือกนั่งทานอาหารในวันนั้นเป็นแบบม้านั่งยาวสี่เหลี่ยมเหลี่ยมที่เชื่อมต่อกัน

โดยมีโต๊ะวางอยู่ตรงกลาง แล้วก้อมีเบาะสามเหลี่ยมแบบไทย ๆ  (ไม่รู้เรียกว่าเบาะอะไร)

ไว้สำหรับนั่งเอนหลังได้ (เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมาด้วย)

ไว้ถ้าไปอีกจะเก็บภาพมาฝาก แต่ขอบอกว่าบรรยากาศดีมั๊ก มั๊ก ค่ะ

ที่สำคัญอาหารก็อร่อย ราคาไม่แพงมาก

ว่าเรื่องเจ้าตูบกันต่อดีฝ่า

วันนั้นนั่งทานอาหารกันไปได้สักพัก ก็เห็นเงาเธอตะคุ้ม ๆ

อยู่ตรงมุมหนึ่งของร้าน ทำท่าเหมือนจะเดินเข้ามาทัก

แล้วคุณเธอก็เข้ามาจริง ๆ แต่คราวนี้ไม่ทักไม่ทายเลยค่ะ

เธอเล่นเอาคางมาเกยตรงที่นั่งกันอยู่กลางวงเลยค่ะ (ตามภาพ)

ไม่ส่งเสียง ไม่ร้องเรียก สักนิด เหมือนว่าฉันเป็นเจ้าของที่นี่นะ อย่าแหยม

ไล่ก็ไม่ไปซะด้วย

ตอนแรกก็งง ๆ ว่ามาทำไม  ใครเรียก

พอปล่อยคุณเธอไปสักพัก ก็ถึงบางอ้อ เลยค่ะ

เธอมารอขออาหารนั่นเอง แหม่..ไม่ค่อยจะหวงรับประทานเลย

ด้วยความที่ว่าผู้ใหญ่สอนมาว่า...ถ้าเจอสุนัขที่ไหน

แล้วมันเดินเข้ามาหาเราตอนรับประทานอาหาร

อย่าให้อาหารกับมัน จะทำให้มันนิสัยเสีย

ต้องทานให้เรียบร้อยก่อนแล้วจึงให้มันทาน

ก็เลยกะว่าจะรอจนทานเสร็จ แต่วันนั้นบรรยากาศร้านมันก็ดี อากาศก็ดี

นาน ๆ ที จะได้มีโอกาสทานอาหารริมทะเลแบบนี้ซะที ก็เลยนั่นกันนาน

เชื่อไหมค่ะว่า ผ่านไปเกือบ 20 นาทีคุณเธอก็ยังยืนเอาคางเกยม้านั่งอยู่ท่านั้น ไม่ขยับ

ขอย้ำค่ะ ว่าไม่ขยับจริง ๆ  แล้วแทบจะไม่กระพริบตาด้วยค่ะ

จ้องหน้าจ้องตากัน ไม่ยอมไปไหน (ดูแล้วเหมือนคนใจร้ายนะคะ)

แต่ด้วยความนึกสนุก ๆ นะคะ อยากหยอกเอิ่นมันล่น ๆ ก็เลย

ลองวัดใจดูว่าใครจะทนไม่ได้ก่อนกัน

จนเวลาล่วงเลยไป 30 กว่านาที (ไม่ได้โม้ค่ะ นั่งยัน นอนยันเลยค่ะ)

แม้ว่าจะหยอกมันยังไง

มันก็ไม่ยอมไปค่ะ เอาคางเกยแน่นิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับ

ในที่สุดก็ยอมแพ้คุณเธอจนได้ เห็นกับความพยายามของมัน

ยอมฝ่าฝืนคำสอนของผู้ใหญ่ที่ปฏิบัติมานานเชี่ยวนะคะ

แต่คุณเธอ ไม่เป็นตูบนิสัยเสียอย่างที่คิดแฮะ

พอใจอ่อน ยอมให้เนื้อติดซี่โครงเผาชิ้นงามๆ กับคุณเธอไป

คุณเธอก็ไปแบบไม่เหลียวกลับมาสนใจใยดีเลยค่ะ

ไม่มางอแง คะยั้นคะยอ ขอเพิ่มอีกเลย

แต่เธอไปไหนเหรอค่ะ  เธอไปเฝ้าโต๊ะอื่น ๆ แบบนี้อีกทีละโต๊ะค่ะ

เธอจะผละจากโต๊ะนั้น ๆ ก็ต่อเมื่อเธอได้อาหารแล้วเท่านั้น

แล้วเธอจะขอเพียงโต๊ะละคำเท่านั้นจริง ๆ ค่ะ

พอมีใครมานั่งทานอาหารใหม่ เธอก็จะเข้าไปทำแบบนี้กับแทบทุกโต๊ะเลยค่ะ

ขอยืนยันจริง ๆ ค่ะ

เพราะนั่งเฝ้าดูพฤติกรรมคุณเธอไปตลอดทั้งมือเย็นวันนั้น

เหมือนเป็นอาหารตา และเป็นที่เรียกเสียงหัวเราะตลอดทั้งคืนกันเลยทีเดียว

สรุปว่า...อิ่มทั้งตา  อิ่มทั้งท้อง

(ถ้าหากเพื่อน ๆ ได้มีโอกาสไปที่นั่น ลองมองหาคุณเธอดูนะค่ะ

รับรองว่าจะหลงรัก และอดอมยิ้มเล็ก ๆ กับพฤติกรรมของมันไม่ได้จริง ๆ)

ปล. ลืมบอกไปว่า..คุณเธอสิงสถิตย์อยู่ที่รีสอร์ทบนอ่างวงเดือนค่ะ ชื่อ วงเดือนรีสอร์ท

      (ไม่ได้ค่าโฆษณาหรอกนะคะ) แต่ไม่รู้เดี๋ยวนี้คุณเธอจะยังอยู่รึเปล่าซิค่ะ...คิดถึงเหมือนกัน